Monday, August 5, 2013

แนวคิดกลุ่มมนุษยนิยม (  Humanism  )  

                กลุ่มมนุษยนิยมมีผู้นำที่สำคัญในกลุ่มคือ  คาร์ล  อาร์  โรเจอร์ส   (Carl R. Rogers) และ 
อับบราฮัม  เอ็ช  มาสโลว์  ( Abraham H. Maslow )
คาร์ล  อาร์  โรเจอร์ส

ความเชื่อเบื้องต้น ของนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)คือ

               1.  เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งที่มีจิตใจ  มีความต้องการความรัก  มีความต้องการความอบอุ่น  มีความเข้าใจ  มีความสามารถเฉพาะตัว  มีขีดจำกัด  ไม่สามารถจะเสกสรรปั้นแต่งให้เป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบและมนุษย์มีความดีงามติด ตัวมาแต่กำเนิด  ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวคิดแตกต่างจากกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่เห็นว่าเราสามารถกำหนด พฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันได้
               2. เชื่อว่ามนุษย์เราทุกคนต่างก็พยายามจะรู้จักและเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ( Self  actualization )  และยอมรับในสมรรถวิสัยของตนเอง  แนวความคิดจากกลุ่มนี้  เป็นที่ยอมรับและใช้เป็นหลักในบริการแนะแนว  ( Guidance  service )  และยังนำหลักการไปปรับใช้ในด้านการเรียนการสอน  การพัฒนาหลักสูตรเน้นให้นักเรียนรู้จักเสาะแสวงหาความรู้ตนเองให้มีอิสระ  เสรี  ในเรื่องการพูด  คิด  ทำ  สามารถจะสนองความต้องการและความสนใจ  ในการสอนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  กิจกรรมทุกอย่างถือว่าเด็กเป็นศูนย์กลาง  ครูเป็นเพียงผู้ให้บริการและประสานงานแนวคิดของกลุ่มมนุษย์นิยมเป็นปัจจัย สำคัญกำหนดบทบาท  ท่าที  บุคลิกภาพของครูให้วางตัวเป็นตนเองกับเด็ก  มีสัมพันธภาพที่ดีต่อเด็ก
               3.  มีความเชื่อว่า  ในเมื่อมนุษย์เราทุกคนต่างก็เข้าใจผู้อื่น  และยอมรับตนเองอยู่แล้วต่างคนก็มุ่งสร้างย่อมเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้แก่ตน เอง
               4.  เนื่องจากมนุษย์เราแต่ละคนต่างพยายามปรับปรุงตนเอง  ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ฉะนั้นควรจะให้คนมีสิทธิ์อิสระที่จะเลือกกระทำ  เลือกประสบการณ์ของตนเอง  กำหนดความต้องการของ   ตนเอง  ตัดสินใจใด ๆ  ด้วยตนเอง
               5.  มีความเห็นว่า  วิธีการค้นคว้าเสาะแสวงหาความรู้หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ  เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญนำความรู้และข้อเท็จจริง  เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ตัวของความรู้หรือตัวข้อเท็จจริงเองที่ตายตัว  ฉะนั้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของผู้เรียนมากที่สุดก็คือกรรมวิธีในการ เสาะแสวงหาความรู้ จิตวิทยากลุ่มต่าง ๆ  ต่างก็มีบทบาทในการศึกษา  เพื่ออธิบายพฤติกรรม  ส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพขึ้นแต่อย่าเข้าใจว่าลำพังวิชาจิตวิทยา อย่างเดียวจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้แจ่มแจ้ง  วิชาจิตวิทยาเป็นเพียงกฎเกณฑ์พื้นฐาน  เป็นรากฐานในการที่จะศึกษาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง  เช่น  การแนะแนว  การวัดผล  เป็นต้น

สืบค้นโดย นายอนุวงศ์ อารีศิริไพศาล
แต่งบล๊อกโดย นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย

แนวคิด กลุ่มจิตวิทยาเกสตอล (Gestalt  Psychology)  
              กลุ่มจิตวิทยาเกสตอล  แนวความคิดกลุ่มนี้  เกิดในประเทศเยอรมันนีราวปี  ค.ศ. 1912  คำว่า  Gestalt  เป็นภาษาของเยอรมัน  แปลว่า  “โครงรูปแห่งการรวมหน่วย”  ผู้นำของกลุ่มนี้  คือ  แมกซ์  เวิทโฮเมอร์    ( Max  Wertheimer 1880 – 1943 )  และมีผู้ร่วมงานคือ  เคิท  คอฟก้า   ( Kurt  Koffka 1886 – 1941 )  วูล์ฟแกง เคอเลอร์  ( Wolfkang  Kohler )  ภายหลังบุคคลเหล่านี้ได้อพยพมาอยู่ในอเมริกา  แนวความคิดที่สำคัญของนักจิตวิทยากลุ่มนี้คือ  การพิจารณา   พฤติกรรมหรือประสบการณ์ของคนเป็นส่วนรวมซึ่งส่วนรวมนั้นมีค่ามากกว่าผลบวก ของส่วนย่อย ๆ  ต่าง ๆ  มารวมกัน  เช่น  คนนั้นมีค่ามากกว่าผลบวกของส่วนย่อยต่าง ๆ  เช่น  แขน  ขา  ลำตัว  สมอง  เป็นต้น
วูล์ฟแกง เคอเลอร์

             แนวคิดของกลุ่มนี้เชื่อว่า ในด้านการรับรู้ของบุคคลนั้นบุคคลจะลักษณะในรูปของการรับรู้ในส่วนรวม  (The  whole)  เช่น  สนามหญ้าเรามองเห็นเป็นสนาม  เพราะเราไม่มองต้นหญ้าแต่ละต้นที่มาอยู่รวมกัน  แต่เรามองพื้นที่และรูปร่างทั้งหมด

               คำว่าเกสตอล  (Gestalt)  มาจากภาษาเยอรมัน  ซึ่งหมายถึงส่วนร่วมทั้งหมดกลุ่มนี้มีแนวคิดว่า  การเรียนรู้เกิดได้จากการจัดสิ่งเร้าต่าง ๆ  มารวมกัน  เริ่มต้นด้วยการรับรู้โดยส่วนรวมก่อน  แล้วจึงจะสามารถแยกวิเคราะห์เรื่องราวเรียนรู้ส่วนย่อยที่ละส่วนต่อไป  (Field  Theory)  และยังคงใช้หลักการเดียวกัน  นั่นก็คือ  การเรียนรู้ของบุคคลจะเป็นไปได้ด้วยดีและสร้างสรรค์ถ้าเขาได้มีโอกาสเห็น ภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่จะเรียนเสียก่อนเมื่อเกิดภาพรวมทั้งหมดแล้ว  ก็เป็นการง่ายที่บุคคลนั้นจะเรียนสิ่งที่ละเอียดปลีกย่อยต่อไป

               แมกซ์  เวิทโฮเมอร์    (Max  Wertheimer)  และมีผู้ร่วมงานคือ  เคิท  คอฟก้า   (Kurt  Koffka)  วูล์ฟแกงเคอเลอร์  (Wolfkang  Kohler)ได้คิดค้นไฟฟ้าที่อยู่นิ่งๆ ดูเหมือนเคลื่อนไหวได้วิธีการของเขาคือเปิดหลอดไฟฟ้าไว้ 3 ดวง หลอดไฟ 2 ดวงเปิดไว้ตลอดเวลาแต่อีกดวงหนึ่งเปิดและเปิดในเวลาห่างกันเล็กน้อยทำเช่น นี้ซ้ำๆ ภาวะการณ์นี้ทำให้เราเห็นเหมือนไฟฟ้าเคลื่อนไหวได้เรียกว่าPhi phenomenon (ปัจจุบันนี้เรียกว่า apparent motion)จีราภา เต็งไตรรัตน์(2547: 16)
 แมกซ์  เวิทโฮเมอร์ 

              นักจิตวิทยาทั้งสามท่านอธิบายว่า การให้คำอธิบายการเคลื่อนไหวได้ของไฟฟ้าในการทดลองดังกล่าวไม่สามารถอธิบาย โดยแยกอธิบายเฉพาะเพียงเกิดจากหลอดไฟ 2 ดวงหรือ 1 ดวง แต่เป็นการรับรู้หลอดไฟทั้งสามดวงพร้อมกันทั้งหมดซึ่งเรียกในภาษาเยอรมันว่า “Gestalt” 

              ปัจจุบันได้มีผู้นำเอาวิธีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์มาใช้อย่างกว้าง ขวางโดยเหตุที่เชื่อในผลการศึกษาค้นคว้าที่พบว่า  ถ้าให้เยาวชนได้เรียนรู้โดยหลักของเกสตอลแล้ว  เด็กเหล่านี้จะมีสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์และความรวดเร็วในการเรียนรู้ เพิ่มขึ้น หลักสำคัญของการเรียนรู้ของแนวคิดจิตเกสตอล  ประกอบด้วย การรับรู้และการหยั่งเห็น  ดังอธิบายคือ
               1.  การรับรู้ ( Perception )  หมายถึง  การแปลความหมายหรือการตีความจากสิ่งเร้าที่สัมผัส  การรับรู้นี้มีองค์ประกอบที่สำคัญ  คือ 
                     1.1  ภาพ  ( Figure )  หมายถึง  ส่วนสำคัญที่ต้องการเน้นให้เกิดการรับรู้
พื้น ( Ground )  หมายถึง  ส่วนประกอบที่ทำให้ภาพชัดเจน
ต่อมาในระยะหลังแนวคิดจิตวิทยาเกสตอลจัดเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อ จิตวิทยาหลายสาขา เช่น จิตวิทยาการบำบัด จะใช้แนวคิดของจิตวิทยาเกสตอลเป็นอย่างมาก วิธีการที่ใช้คือ คือ การสังเกตแบบปรากฏการณ์ หรือเรียกว่า Phenomenology เป็นการพิจารณาจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ปรากฏให้เราเห็น  อย่างไรก็ดีแนวคิดจิตวิทยาเกสตอลสนใจเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์จะศึกษามนุษย์ทั้งหมดที่เป็นตัวเขา
               2.  การหยั่งรู้  (Insight)  หมายถึง  การเรียนรู้หรือแก้ปัญหาได้โดยการตระหนักรู้ด้วยตนเองอย่างทันทีทันใด  สามารถมองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการซึ่งความสามารถ ในการหยั่งรู้ของบุคคลขึ้นอยู่ประสบการณ์ที่เคยมีมาก่อนซึ่งมีลักษณะใกล้ เคียงกับปัญหาที่ต้องขบคิดนั้น

สืบค้นโดย นางสาวอัจฉรา ชูบรรจง
แต่งบล๊อกโดย นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย

แนวคิดกลุ่มจิตวิเคราะห์  (Psychoanalysis)  
         
        กลุ่มจิตวิเคราะห์มีผู้นำแนวคิดคนสำคัญคือ ซิกมันต์  ฟรอยด์  ( Sigmund  Freud )  เป็นจิตแพทย์ชาวเวียนนา  ได้ศึกษาวิเคราะห์จิตของมนุษย์และอธิบายว่า  พลังงานจิตทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์มี  3  ลักษณะ

1.  จิตสำนึก  ( Conscious  Mind )  หมายถึง  ภาวะจิตที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
2.  จิตกึ่งสำนึก  ( Subconscious  Mind )  หมายถึง  ภาวะจิตที่ระลึกได้
3.  จิตไร้สำนึก  ( Unconscious Mind )  หมายถึง  ไม่อยู่ในภาวะที่รู้ตัว

            ฟรอยด์อธิบายว่าโครงสร้างทางจิตประกอบด้วย  3 ส่วนสำคัญ Id ,Ego และ Superego ดังมีรายละเอียดคือ

1.  อิด  (Id)  หมายถึง  ตัณหา  หรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์  เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้   ขัดเกลา  ซึ่งทำให้มนุษย์ทำทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจของตน  หรือทำงานตามหลักของความพอใจ (Law  of  Pleasure)  โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด  เปรียบเสมือนสันดานดิบของมนุษย์  ซึ่งแบ่งออกเป็นสัญชาติญาณแห่งการมีชีวิต (Life  Instinct)  เช่น  ความต้องการอาหาร  ความต้องการทางเพศ  ความต้องการหลีกหนีจากอันตรายกับสัญชาติแห่งการตาย  (Death  Instinct)  เช่น  ความต้องการที่รุนแรง ความก้าวร้าว  หรือการทำอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น  เป็นต้น
2.  อีโก้  (Ego)  หมายถึง  ส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการของ  id  โดยอาศัยกฎเกณฑ์ทางสังคม  และหลักแห่งความจริง  (Reality  Principle)  มาช่วยในการตัดสินใจไม่ใช่แสดงออกตามความพอใจของตนเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องคิดแสดงออกอย่างมีเหตุมีผลด้วย
3. ซุปเปอร์อีโก  (Super  Ego)  หมายถึง  มโนธรรมหรือจิตส่วนที่ได้รับการพัมนาจากประสบการณ์ การอบรมสั่งสอนหรือกระบวนการสังคมประกิต  โดยอาศัยหลักการศิลธรรมจรรยา  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และค่านิยมต่าง ๆ  ในสังคมนั้น  Super  Ego  จะเป็นตัวบังคับและควบคุมความคิดให้แสดงออก  ในลักษณะที่เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม 
           
             โครงสร้างจิต 3 ระบบนี้  มีความสัมพันธ์กัน  ถ้าทำงานสัมพันธ์กันดี  การแสดงออกหรือบุคลิกภาพก็เหมาะสมกับตน  แต่ถ้าโครงสร้างทั้ง  3  ระบบ  ทำหน้าที่ขัดแย้งกันบุคคลก็จะมีพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพที่ไม่ราบรื่นผิดปกติ หรือไม่เหมาะสม แนวความคิดกลุ่มนี้เชื่อในเรื่องจิตไร้สำนึก  (Unconscious Mind)  ซึ่งอยู่ระหว่างจิตสำนึกที่รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะ  กับจิตไร้สติสัมปชัญญะ  หรือที่เรียกว่า  จิตไร้สำนึกนี้จะรวบรวมความคิด  ความต้องการ  และประสบการณ์ที่ผู้เป็นเจ้าของจิตไม่ต้องการ  หรือไม่ปรารถนาจะจดจำจึงเก็บกดความรู้สึกต่าง ๆ  เหล่านี้ไว้ให้อยู่ในจิตส่วนนี้และหากความคิด  ความต้องการ  หรือความรู้สึกต่างๆ  ทีบุคคลเก็บกดไว้ยังมีพลังอยู่  ถ้าเกิดมีสิ่งใดมากระตุ้นขึ้น  พลังที่ถูกเก็บไว้จะแสดงอิทธิพลทำให้บุคคลเกิดพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่รู้สึก ตัว อนึ่ง  ประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็ก  โดยเฉพาะช่วงแรกเกิดถึง  5  ขวบ  ที่เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูที่เด็กได้รับจะฝังแน่นอยู่ในจิตไร้สำนึกและอาจ จะแสดงเมื่อถูกกระตุ้นโดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ฟรอยด์ก็ได้กล่าวถึงพัฒนาการของมนุษย์ไว้อีกด้วย
           
             พัฒนาการบุคลิกภาพ ตามแนวคิดของฟรอยด์แบ่งการพัฒนาการบุคลิกภาพออก เป็น  5 ขั้น ดังนี้
               1.  ขั้นปาก  (Oral  Stage)  แรกเกิด 1 – 2  ขวบ  หมายถึง  ความสุข  และความพอใจของเด็กจะอยู่ที่ได้รับการตอบสนองทางปาก  เช่น  การดูดนม  การสัมผัสด้วยปากหาเด็กได้รับการตอนสนองเต็มที่  เด็กก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพเหมาะสมหากตรงกันข้ามเด็กจะเกิด ความชะงัก  ถดถอยหรือการยึดติด (Fixation)และมาแสดงพฤติกรรมในช่วงนี้อีกในวัยผู้ใหญ่  เช่น  ชอบนินทาว่าร้าย  สูบบุหรี  กินจุบกินจิบ  เป็นต้น
               2.  ขั้นทวารหนัก  (Anal  Stage)  อายุ  2 – 3 ขวบ  หมายถึงความพอใจอยู่ที่การขับถ่ายเมื่อมีวุฒิภาวะ  ฉะนั้น  การฝึกฝน  ฝึกหัด  การขับถ่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีผ่อนปรนและประนีประนอม  และให้เรียนรู้การขับถ่ายเป็นเวลา  จะทำให้เด็กไม่เกิดความเครียด  และสามารถพัฒนาบุคลิกภาพที่เหมาะสมได้  ตรงกันข้ามหากเด็กได้รับการลงโทษ  และฝึกหัดด้วยวิธีรุนแรงจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่พอใจ  และเก็บความรู้สึกที่ไม่ดีไว้ที่จิตไร้สำนึก  และจะมีผลต่อบุคลิกภาพในเวลาต่อมา กล่าวคือเป็นคนขี้เหนียว  เจ้าระเบียบ  ชอบทำร้ายให้ผู้อื่นเจ็บปวด  ชอบย้ำคิดย้ำทำ  เป็นต้น
               3.  ขั้นอวัยวะเพศ  (Phallic  Stage)  อายุ  3 – 5 ขวบ  หมายถึงความสนใจของเด็กจะเปลี่ยนมาสนใจเกี่ยวกับอวัยวะเพศ  มักถามว่าตนเกิดมาจากทางไหน  ฯลฯ  ในขั้นนี้เด็กจะรักพ่อแม่ที่เป็นเพศ ตรงข้ามกับตน  และลักษณะเช่นนี้  ทำให้เด็กเลี่ยนแบบบทบาททางเพศจากพ่อหรือแม่ที่เป็น  ตัวแบบ  หากพ่อแม่ปฏิบัติตามบทบาทที่ดี  เหมาะสมเป็นตัวแบบที่ดี  เด็กก็จะเลียนแบบและพัฒนา   บทบาททางเพศของตนได้อย่างดี  แต่ถ้าเกิดการติดตรึง  (Fixation)  ในขั้นนี้  เมื่อโตขึ้นอาจมีพฤติกรรมต่าง ๆ  เช่น  รักร่วมเพศ  (Homosexuality)  กามตายด้าน  (Impotence)  ชาเย็นทางเพศ  (Frigidity)  เป็นต้น                     
               4.  ขั้นแฝง  (Latency  Stage)  อายุ  6 – 12  ขวบ  หมายถึงเป็นระยะก่อนที่เด็กจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่น  จะมีความสนใจในเพื่อนเพศเดี่ยวกัน
               5.  ขั้นวัยรุ่น  (Genital  Stage)  อายุ  13 – 18  ขวบ  หมายถึงเด็กหญิงจะเริ่มมีความสนใจเด็กชายและเด็กชายก็เริ่มมีความสนใจเด็ก หญิง ในช่วงนี้จะเป็นระยะที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศอย่างแท้จริง 
               นักจิตวิทยากลุ่มนี้ ยังเชื่อว่าพฤติกรรมทั้งหลายมีสาเหตุเกิดจากพลังผลักดันทางเพศ  ความคิดคิดเช่นนี้ได้รับการต่อต้านอย่างมากในระยะแรก ๆ  แต่ต่อมาหลักการทางจิตวิเคราะห์ก็ได้รับการยอมรับในการนำไปใช้ในวงงานของ จิตแพทย์  หรือการบำบัดรักษาอาการที่ผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจ  กลุ่มนี้ใช้วิธีการศึกษาด้วยระบบความในใจอย่างเสรี  (Free  Association) 

สืบค้นข้อมูลโดย  นางสาวอัจฉรา ชูบรรจง
แนวคิดกลุ่มพฤติกรรมนิยม  (Behaviorism)  

               กลุ่มพฤติกรรมนิยมมีผู้นำของกลุ่มคือ  จอห์น  บี  วัตสัน  (John  B.  Watson, 1878 – 1958)  เป็นผู้ที่มีความคิดค้านกับแนวคิดของกลุ่มโครงสร้างของจิตที่ศึกษาพฤติกรรม มนุษย์ด้วยวิธีการย้อนไปตรวจสอบตนเอง  (introspection)  เพราะเขาเห็นว่าวิธีการตรวจสอบตนเองค่อนข้างเกิดอคติได้ง่ายและยังไม่เป็น วิธีทางวิทยาศาสตร์ เพราะผลที่เกิดมักมีแนวโน้มที่เกิดจากเจตคติส่วนบุคคลไปในทางใดทางหนึ่งแล้ว แต่ความรู้สึกของผู้ศึกษาเอง จอห์น  บี  วัตสัน  เห็นว่าควรใช้วิธีการที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่เห็นได้และเขาเป็นผู้เสนอให้ มีการศึกษา พฤติกรรมของมนุษย์ในด้านที่สังเกตและมองเห็นได้

จอห์น  บี.  วัตสัน
             
                การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในแนวใหม่ของวัตสันจึงได้จัดเป็นวิธีการศึกษาใน ลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กล่าวโดยสรุป  แนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมเน้นว่า พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีเหตุและสาเหตุนั้นอาจมาจากสิ่งเร้าในรูปใดก็ได้ที่ มากระทบกับอินทรีย์หรือร่างกาย  จึงทำให้อินทรีย์แสดงพฤติกรรมตอบสนอง  กลุ่มพฤติกรรมนิยมจึงใช้วิธีการศึกษาพฤติกรรมด้วยวิธีการทดลอง  และการสังเกตอย่างมีระบบ และสรุปว่าการวางเงื่อนไข (Conditioning) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้  พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์เกิดได้จากการเรียนรู้มากกว่าเกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ  และจากศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของสัตว์ที่ถูกทดลองสามารถช่วยให้เราเกิด ความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลได้ กลุ่มแนวคิดนี้ใช้วิธีการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ด้วยวิธีการทดลองประกอบกับวิธี การสังเกตอย่างมีระบบแบบแผน    นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี้ศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้  ดังนั้นกลุ่มนี้ จะไม่ยอมรับวิธีการศึกษาแบบสังเกตตนเองโดยกล่าวหาว่า การสังเกตตนเองไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่น่าเชื่อถือ  แต่กลุ่มนี้มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้  โดยเชื่อว่าเขาจะทราบถึงเรื่อราวของจิตก็โดยการศึกษาจากพฤติกรรมที่แสดงออก เท่านั้น
นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมได้อธิบายแนวคิดกลุ่มพฤติกรรมนิยมไว้ 3 ประการ คือ  
         
             1. การวางเงื่อนไข(Conditioning) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังการทดลองของ  Pavlov  และ  Skinner  เชื่อว่าสามารถใช้วิธีฝึกฝนอบรมที่เหมาะเพื่อฝึกเด็กให้มี   พฤติกรรมตามที่เราปรารถนาได้  โดยใช้วิธีการวางเงื่อนไขกับเด็ก  เพื่อให้เกิดพฤติกรรมอันเป็นผลจากการเรียนรู้มากกว่าสัญชาติญาณ  หรือคุณสมบัติอื่น ๆ  ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
             2. พฤติกรรม พฤติกรรมของคนที่ปรากฏขึ้นส่วนมาก   เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าจะเป็นไปเองตาม      ธรรมชาติ  ( Behaviorism  was  its  emphasis  on  Iearned  rather  than  unlearned )  ดังการทดลองของ  Watson  โดยอินทรีย์ถูกวางเงื่อนไขให้แสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น  การตอบสนองนี้อาจเกิดจากกลไกของสรีระ  คือต่อมต่าง ๆ ประสาท  กล้ามเนื้อ  และพฤติกรรมอันสลับซับซ้อนของอินทรีย์นั้น  เป็นผลรวมของปฏิกิริยาตอบสนองย่อย ๆ  ที่เชื่อมโยงกันในรูปต่าง ๆ  ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเรียกจิตวิทยาเชิงเร้าและการตอบสนอง  ( Stimulus    Response  Psychology ) 
             3. การเรียนรู้ การเรียนรู้ของคนกับสัตว์ไม่ต่างกันมาก   การทดลองกับสัตว์เป็นการง่ายกว่าที่จะทดลองกับคนสามารถเรียนรู้เรื่องของคน โดยการศึกษาจากสัตว์ได้เป็นอันมาก เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนได้จากการศึกษา     พฤติกรรมของสัตว์  นักจิตวิทยากลุ่มนี้คือ  เอดเวิด  ธอร์นไดด์  ( Edward  Thorndike )  และ  คลาร์ก  แอล  ฮุลล์  ( Clark  L.  Hull )  จึงได้ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ขึ้นโดยอาศัยจากการ ทดลองกับสัตว์

 เอดเวิด  ธอร์นไดด์

               เปรียบเทียบกับกลุ่ม  Structuralism  และ  Functionalism  เห็นว่า  สองกลุ่มนั้นมุ่งศึกษาเฉพาะจิตที่รู้สึกนึกและเป็นการศึกษาจากภายใน  ของสิ่งที่มีชีวิตออกมาข้างนอก  ส่วนกลุ่ม  Behaviorism  มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้  (Observable  Behavior)  เป็นการศึกษาจากภายนอกของสิ่งที่มีชีวิตเพื่อจะเข้าใจข้างใน  โดยสองกลุ่มแรกใช้ระเบียบวิธีการสังเกตตนเอง  ( Introspection method)ซึ่งเป็นวิธีการแบบอัตนัย (Subjective  method)  ส่วนกลุ่ม  Behaviorism  ใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์(Scientific  method)หรือระเบียบวิธีแบบอัตนัย(Objective method)  มุ่งปรับปรุงเนื้อหาสำคัญของวิชาจิตวิทยาให้ได้มาตรฐานเดียวกันกับวิทยา ศาสตร์แขนงอื่นๆ  ให้เห็นว่า “จิตวิทยาคือหมวดความรู้ที่ว่าด้วยพฤติกรรม“( Psychology as a  science  of  behavior )  เพื่อให้เข้าใจง่ายและสรุปแนวทัศนะเป็นข้อ ๆ  ดังนี้

               1. กลุ่ม  Behaviorism  ปรับปรุงใหม่ทั้งด้านเนื้อหา  ( Content  of  Subject  matter )  ระเบียบวิธี  ( Method )  เป็นวิทยาศาสตร์และเหมือนวิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ              
               2. มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สังเกตได้หรือสามารถวัดได้(Observable or  Measurable  Behavior )  ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับกลไกทางสรีรวิทยา  ( Physiological  mechanisms )  เช่นการทำงานของต่อม  ระบบประสาท  กล้ามเนื้อ
               นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมแบ่งพฤติกรรมเป็น  2  ลักษณะ  คือ  พฤติกรรมที่มีการเคลื่อนไหวภายนอก  ( Explicit  movement )  เป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นหรือวัดได้  เช่น  การนั่ง นอน  กิน  เดิน  เป็นต้นกับ พฤติกรรมที่มีการเคลื่อนไหวภายใน  (Implicit  movement)  เป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตานอกจากวัดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม (Sensitive  Instruments)  เช่น  การคิด  การเกร็งของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การตื่นเต้นจนทำให้หัวใจเต้นแรง เป็นต้น 
               3.  ยอมรับเฉพาะระเบียบวิธีแบบปรนัย  ( Objective  Method )  หรือระเบียบวิธีที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน  นักวิทยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ  ใช้กัน  ไม่ยอมรับวิธีการสังเกตตนเอง  ( Introspection  Method )  หรือลักษณะวิธีอัตนัย  ( Subjective  Method )  ต้องการให้ระเบียบวิธีทางจิตวิทยา                ( Psychology  Method )  เป็นสากล
               4. มุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมโดยเฉพาะ ต้องการให้วิชาจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ     พฤติกรรม จึงมีการทดลองต่างๆเพื่อเทียบเคียงพฤติกรรมของมนุษย์ว่าที่บุคคลแสดง พฤติกรรมเช่นนี้เป็นเพราะเหตุผลใด
               5. ยอมรับเฉพาะข้อมูล ( Data )  ที่ได้จากระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น  นำเอาระเบียบวิธีการสังเกตพฤติกรรม  ( Behavior  method )  มาใช้เป็นสำคัญ  ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต  ผู้สังเกตจะต้องบันทึกเฉพาะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พบเห็นจริง ๆ  เท่านั้น  ไม่บันทึกความรู้สึกลงไปด้วย
            
 กลุ่ม  Behaviorism  ประกอบด้วยกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่ม  เช่น

               1.  กลุ่มที่อาศัยความรู้ความเข้าใจเรื่องสมอง (Cerebrology)  กลุ่มนี้นำเอาความรู้ความเข้าใจในวิชาสรีรวิทยาใช้ในการอธิบายเรื่อง พฤติกรรม  เชื่อว่าอวัยวะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญและทำหน้าที่ในการแสดงพฤติกรรมได้แก่  สมอง  หรือ  ระบบประสาทส่วนกลาง
               2. กลุ่มที่อาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องปฏิกิริยาสะท้อน  (Reflexology)  มุ่งศึกษา      พฤติกรรมง่าย ๆ  และการแสดงปฏิกิริยาสะท้อน  (Reflex)  เช่น  การศึกษาเรื่องการเกิดปฏิกิริยาตอบ  สนอง  หรือการเกิดปฏิกิริยาสะท้อนแบบวางเงื่อนไข  (Conditioned  Response  or Reflex) 

               การแสดงปฏิกิริยาสะท้อน  (Reflex)  ย่อมต้องอาศัยสิ่งเร้า  (Stimulus)  ทำหน้าที่กระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตแสดงปฏิกิริยาสะท้อนออกมา  อินทรีย์  (Organism)  อันมีประสาทสัมผัส  (Receptor หรือ Sensory  neurons)  ทำหน้าที่รับการเร้าจากสิ่งเร้าแล้วรายงานไปยังประสาทส่วนกลาง  ประสาทที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว  (Effectors  หรือ  Motor  neurons)  ทำหน้าที่บงการหรือก่อให้เกิดการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้า
สืบค้นโดย นายอนุวงศ์ อารีศิริไพศาล
แต่งบล๊อกโดย นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย
แนวคิดกลุ่มหน้าที่ของจิต  ( Functionalism ) 
             
          กลุ่มหน้าที่ของจิตเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ.  1900  ผู้ให้กำเนิดหรือผู้นำกลุ่มหน้าที่ของจิตคือ  จอห์น   ดิวอี้  (John  Dewey.  1859 – 1952) ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิชาการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยชิกคาโก  วิลเลี่ยม  เจมส์  (William  James. 1842 – 1910)  ศาสตราจารย์จิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และวิลเลี่ยม  เจมส์  ได้เขียนตำราจิตวิทยาเล่มแรกของโลกชื่อ  Principles  of  Psychology  นอกจากนี้ยังมีนักจิตวิทยาคนสำคัญอื่นๆ อีก เช่น  วูดเวอร์ธ  (Woodworth)  และเจมส์  แองเกลล์  (James  Angell) 

จอห์น   ดิวอี้

               จิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวความคิดมาจาก  ลัทธิปรัชญากลุ่มปฏิบัตินิยม  (Pragmatism)  และทฤษฎีที่สำคัญทางชีววิทยา  อันได้แก่  ทฤษฎีที่ว่าด้วยวิวัฒนาการ  (Theory  of  Evolution)  ของ Charles  Darwin  ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ  Origin  of  Species  เมื่อ  ค.ศ.  1859  ดังนั้นกลุ่มFunctionalism  จึงเกิดจากการรวมกันระหว่างทฤษฎีของดาร์วิน (Darwinian  theory)  กับลัทธิ ปรัชญาที่เน้นความสำคัญของการปฏิบัติจริง (Pragmatic  Philosophy)  โดยที่ทฤษฎีวิวัฒนาการอธิบายว่าสัตว์ที่ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ จะต้องต่อสู้และปรับตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่เพื่อให้ ชีวิตดำรงอยู่ได้ นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีความเห็นว่า ในการที่จะทำความเข้าใจให้เข้าใจถึงการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ได้  ควรต้องศึกษาถึงหน้าที่ของจิตต่อการปรับตัวภายใต้จิตสำนึกมากกว่าและกลุ่ม  Functionalism  สนใจเรื่องพฤติกรรมมาก  เรื่องที่เขาเน้นหนักจริงๆ  ได้แก่  กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์  นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวคิดมุ่งหนักไปในด้านหน้าที่ของจิตที่เรียกว่า the  functions   หน้าที่ของจิตจึงสำคัญกว่าจะศึกษาองค์ประกอบโครงสร้างของจิต  แต่สนใจว่าจิตทำหน้าทีอะไร  ทำอย่างไรจึงจะศึกษาทั้งกระบวนการทางจิตและสถานะของจิตพร้อมกับอากัปกิริยา ที่แสดงออกให้ปรากฏทางกาย  กล่าวคือในการศึกษาพฤติกรรมนั้นจะสนใจศึกษาทั้งอากัปกิริยาที่แสดงออกภายนอก และความรู้สึกภายใน  กระบวนการปรับตัวของร่างกายให้เหมาะกับสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสัญชาติญาณทำให้จิตมีหน้าที่ควบคุมการกระทำกิจกรรม ต่างๆ ของร่างกาย คำว่า “จิต”ตามความคิดของกลุ่มFunctionalism นั้นก็คือกระบวนการกระทำกิจกรรมของร่างกายในอันที่จะปรับตัวให้เหมาะสมกับ สิ่งแวดล้อมนั้นเอง และวิชาจิตวิทยานั่นก็คือ วิชาที่ศึกษาถึงสถานะของจิตและในขณะเดียวกันการที่จะศึกษาแต่จิตและกระบวน การปรับตัวของจิตแต่อย่างเดียวยังไม่พอเพียงเราจะต้องศึกษาถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ซึ่งประกอบ ด้วยเรื่องสัญชาติญาณ  (Instinct)  ซึ่งนับเป็นหลักใหญ่ของพวก  Functionalism  นี้ด้วย  ผู้ที่จะมีความสุขในสังคมได้ก็จะต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้เป็น อย่างดี  และบุคคลจึงควรตระหนักถึงหลักสำคัญเรื่องการปรับตัวของร่างกายให้เหมาะสมกับ สิ่งแวดล้อม กลุ่มนี้มีความเห็นว่า  การศึกษาจิตวิทยานั้น ควรศึกษาจิตสำนึกในลักษณะของการใช้ประโยชน์ นั่นคือ ศึกษาจิตในรูปของการกระทำกิจกรรมต่างๆ  ในอันที่จะทำให้มนุษย์ปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะช่วยให้คนปรับตัวดีขึ้นจะเห็นว่าลักษณะสำคัญของ กลุ่ม  Functionalism   มีส่วนคล้ายกับกลุ่ม  Structuralism  อยู่  2  ประการคือ  ทั้ง  2  กลุ่มต่างก็เป็นจิตวิทยาในกลุ่มจิตนิยม  (Mentalism)  และอาศัยระเบียบวิธีทางปรัชญา  (Philosophical  Psychology)  เช่นเดียวกัน  และต่างมุ่งศึกษาเฉพาะจิตที่รู้สำนึก ( Consciousness )  เช่นกัน

               ส่วนที่แตกต่างกันคือกลุ่ม  Structuralism  มีความสนใจมุ่งศึกษาให้เข้าใจส่วนประกอบของจิตหรือจิตธาตุ  ส่วนกลุ่ม  Functionalism  มุ่งศึกษาให้เข้าใจหน้าที่ของจิตกระบวนการทางสมอง เช่น การนึก  การคิด  เป็นหน้าที่ของจิตที่บัญชาให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมเข้ากับตน เป็นต้นว่าบุคคลสวมเสื้อผ้าเพราะจิตสั่งให้สวมเพื่อความอบอุ่นและเข้ากับ สภาพสังคม  นั่นคือ  เป็นหน้าที่หรือ  Function  ของมนุษย์ที่จะต้องทำ  สิ่งที่บังคับให้ทำก็คือความต้องการที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม หรือปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตน จึงพอสรุปหน้าที่ของจิตได้ว่า “จิตมีหน้าที่ในการควบคุมกระบวนการกระทำกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายในอันที่จะปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม  Dewey  เชื่อว่า การคิดของมนุษย์มุ่งเพื่อการแก้ปัญหา  เพื่อลดความเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่า  William  James (1842–1910)  เชื่อว่า  สัญชาตญาณ  (Instinct)  เป็นลักษณะหรือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้นักจิตวิทยาชื่อ  John  Dewey  (1859 – 1952) เชื่อว่าประสบการณ์  (Experience)  เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมา R.S. Woodworth   ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับปฏิกิริยาตอบสนอง เราอาจสรุปแนวความคิดของกลุ่มหน้าที่นิยมหรือ Functionalism ได้ว่ามี  2  ประการคือ

               1.  การกระทำทั้งหมด  ( The  total  activities )  หรือการแสดงออกของคนเราเป็นการแสดงออกเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นในการศึกษาจิตใจคน  ก็ต้องศึกษาการแสดงออกของเขาในสถานการณ์นั้น ๆ 
               2. การกระทำหรือการแสดงออกทั้งหมดขึ้นอยู่หรือเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของแต่ละ คน (The  experience  individual)  เสมอ  พฤติกรรมของคนจึงแตกต่างกัน

              นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงมุ่งศึกษาวิธีการเรียนรู้  การจูงใจ  การแก้ปัญหา  ตลอดจนความจำของคนเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้

              แนวคิดของกลุ่ม  Functionalism  มีอิทธิพลมากต่อวงการศึกษาปัจจุบัน  เนื่องจากความ       มุ่งหมายของการศึกษาประการหนึ่งก็คือ เพื่อให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยความผาสุกและ           สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นบุคคลต้องศึกษาเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสังคม การอบรมเลี้ยงดู (Socialization)  และการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ  เป็นปรัชญาการศึกษาซึ่งได้กลายมาเป็นจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่สำคัญว่า“การ ศึกษาคือปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม” วิธีการเรียนการสอนต้องให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์มากที่สุดจึงจะทำให้ผู้ เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจ

สืบค้นโดยนางสาวอัจฉรา ชูบรรจง
แต่งบล๊อกโดย  นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย
แนวคิดของกลุ่มโครงสร้างของจิต  
(Structuralism)
              กลุ่มโครงสร้างของจิตใช้คำในภาษาอังกฤษว่า  Introspective  Psychology  หรือบางทีเรียกกลุ่มโครงสร้างนิยม หรือ กลุ่มแนวความคิดโครงสร้าง  หรือ  แนวทัศนะโครงสร้างแห่งจิต  ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อแต่ในที่นี้จะเรียกชื่อว่า กลุ่มโครงสร้างของจิต ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน เมื่อ  ค.ศ.1879 มีรากฐานของแนวความคิดพื้นฐานเบื้องต้นจากแนวความคิดของนักปรัชญา คนสำคัญๆ หลายท่าน  เช่น

               แนวความคิดของพลาโต  (Plato) อธิบายว่า มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ตรงที่มนุษย์ประกอบด้วยจิต  (mind)  ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างแนวความคิด  (Idea)

เพลโต
               แนวความคิดของอริสโตเติล(Aristotle)  อธิบายเกี่ยวกับเรื่องชีวิตจิตใจ  (Mental  Life)            

อริสโตเติล

               แนวความคิดของ เดสคาร์ทีส(Descartes) อธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของร่างกาย(Body) กับจิต  (Mind)  ว่ามนุษย์ประกอบขึ้นด้วย ร่างกายและจิต  ทั้งสองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวข้องกันโดย  จิตทำหน้าที่สร้างภาพพจน์จากการทำงานของร่างกาย การทำงานของร่างกายจึงเป็นการทำงานตามแนวความคิดที่เกิดขึ้นในจิตนั่นเอง จากแนวความคิดทั้งสามท่านทำให้เกิด  ลัทธิสัมพันธ์นิยม  ( Associations )  ขึ้น  และต่อมาได้พัฒนากลายเป็นกลุ่มจิตวิทยา Structuralism หรือเรียกกันอีกอย่างว่า “แนวคิดการตรวจสอบตนเอง”  (Introspections)  เนื่องจากนักจิตวิทยากลุ่มนี้ใช้ การตรวจสอบตนเอง( Introspection )  ตำราบางเล่มใช้คำว่าวิธีการพินิจภายในให้นักศึกษาดูคำในภาษาอังกฤษเป็นหลัก   การตรวจสอบตนเองเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าเพื่อเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ที่ผิดปกติ และด้วยเหตุนี้เองกลุ่มโครงสร้างของจิตนี้จึงถูกโจมตีมาก และดูไม่น่าเชื่อถือเพราะเมื่อบุคคลมีปัญหา บุคคลจะมานั่งตรวจสอบตนเองหรือสำรวจตนเองว่าตนมีข้อบกพร่องอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ คงเป็นไปได้อยาก มีหลายคนที่ใช้วิธีการนี้อาจจะเข้าข้างตนเองจึงทำให้ไม่เห็นปัญหาที่แท้ จริง 

               ในเวลาต่อมามีนักจิตวิทยาที่สนใจศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาและได้สร้างห้องทดลอง ทางจิตวิทยาขึ้นเขาคือ วิลเฮล์ม  แมกซ์  วู้นท์  (Wilhelm  Max  Wundt)  ผู้ให้กำเนิดห้องปฏิบัติการหรือห้องทดลองทางจิตวิทยา  (Psychological  Laboratory)  เป็นแห่งแรก  และเขาได้ฉายาว่าเป็น  “บิดาแห่งจิตวิทยาการทดลอง”  ต่อมามีนักจิตวิทยาชื่อ กัสแตฟ   เฟชเนอร์  ( Gustav  Fechner )  ได้สนใจวิธีการทางจิตวิทยา และได้เป็นผู้กำหนดระเบียบและวิธีการทดลองทางจิตวิทยา (Experimental method) มาใช้กับงานทางจิตวิทยา เขาได้นำเอาความรู้ความเข้าใจวิชาฟิสิกส์มาใช้ในการทดลองค้นคว้ากับวิชา จิตวิทยาซึ่งเรียกว่าไซโคฟิสิกส์  (Psychophysics)  แต่อย่างไรก็ตามจิตวิทยากลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิทยา ศาสตร์อย่างสมบูรณ์นัก  เพียงแต่ยอมรับกันว่าเป็นกลุ่มแรกที่มีแนวคิดเป็นวิทยาศาสตร์และยังถือว่า เป็นกลุ่มจิตวิทยาที่อาศัยแนวความคิดและระเบียบวิธีการศึกษาตามแบบปรัชญา  (Philosophical-Psychology) อยู่เพราะแนวความคิดส่วนใหญ่ของกลุ่มโครงสร้างทางจิต (Structuralism)  ได้อาศัยระเบียบวิธีการตรวจสอบตนเองหรือการสำรวจตนเองหรือ ( Introspection  method ) หรือระเบียบวิธีการแบบอัตนัย  ( Subjective  method ) 

               การใช้วิธีตรวจสอบตนเองหรือการสำรวจตนหรือการพินิจภายใน  เป็นเครื่องมือที่ศึกษาค้นคว้าหาความจริงทางจิตวิทยาไม่สู้จะได้ผลดีนัก     เพราะว่าผู้ถูกทดสอบอาจตอบตามสิ่งเร้ามากกว่าตอบตามความรู้สึกที่ตนได้ สัมผัสจริงๆ  ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า   Stimulus  -  Error   แต่กลุ่ม  Gestalt  Psychology  ไม่เห็นด้วยกับกลุ่ม  Structuralism  ที่ว่าจิตประกอบด้วยส่วนต่างๆ จึงให้ชื่อกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม  Mortar  &  Brick  Psychologist  ซึ่ง  Mortar  แปลว่า  ซีเมนต์ที่ผสมกับทรายได้ส่วนสัดแล้ว  Brick  หมายถึง อิฐ  พวกเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นตึกเหมือนจิตประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ

               Wilhelm Max  Wundt   ผู้นำกลุ่ม  Structuralism  ได้นำเอาแบบของวิชาเคมีมาใช้ในวิชาจิตวิทยาและพยายามนำแนวคิดของนักเคมีซึ่ง เน้นหนักในเรื่อง “องค์ประกอบของจิต”   เทียบกับองค์ประกอบของธาตุต่างๆ ของเคมี เช่น ส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของสาร ซึ่งในเมื่อมวลสารทั้งหลายสามารถนำมาวิเคราะห์ออกได้เป็นอนุภาคที่เล็กมากจน เรามองไม่เห็น ดังนั้นจิตของคนนั้นก็น่าจะแยกให้เห็นจริงๆ ได้เช่นกันและเขามีแนวคิดว่า  จิต (mind)  มีองค์ประกอบอิสระต่าง ๆ  รวมกันเป็นโครงสร้างแห่งจิต  (Faculty  of  mind)  จิตมีโครงสร้างที่มาจากองค์ประกอบทางเคมี  โดยมีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกันมารวมกันเป็นจิต เรียกว่า  “จิตธาตุ” ( Mental  Elements )  นั่นคือนักจิตวิทยาพยายามที่จะค้นให้พบว่า จิต  (mind)  ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง  หัวข้อสำคัญที่จิตวิทยากลุ่มนี้  มุ่งศึกษาอย่างแท้จริงคือ องค์ประกอบที่สำคัญของจิตในส่วนที่เรียกว่า จิตสำนึก (The Contents of  Consciousness)  โดยเฉพาะเท่านั้น  ดังนั้นกลุ่ม  Structuralism  จึงจัดอยู่ในกลุ่มจิตวิทยา ที่เรียกว่ากลุ่มจิตนิยม  ( Mentalism )  นี้ด้วย

             ความเชื่อที่สำคัญเบื้องต้น  (Basic assumption)ของกลุ่มโครงสร้างทางจิต
                ความเชื่อที่สำคัญเบื้องต้นที่เป็นมูลเหตุให้นักจิตวิทยากลุ่ม Structuralism  มีความสนใจมุ่งศึกษาเรื่องจิตธาตุ  คือ เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยสองส่วนคือ  ร่างกาย  (body)  และจิตใจ(mind)  ซึ่งทั้งร่างกายและจิตใจต่างก็เป็นอิสระแก่กัน ต่างก็ทำงานสัมพันธ์กัน  ดังนั้นพฤติกรรม(Behavior)  ของบุคคลจึงเกิดจากการกระทำของร่างกาย  ซึ่งการกระทำของร่างกายนั้นย่อมเกิดจากการควบคุมและสั่งการของจิตใจนั่นเอง  แนวความคิดนี้เกิดจากเรื่องจิตธาตุนั่นเองแต่เนื่องจากจิตวิทยากลุ่ม  Structuralism  ได้พยายามแยกองค์ประกอบของจิตหรือจิตธาตุออกมาพิจารณาเป็นส่วนย่อยๆ บางครั้ง นักจิตวิทยาทั่วๆ ไป จึงเรียกกลุ่มนี้อีกอย่างว่า “จิตวิทยาที่ว่าด้วยองค์ประกอบของจิต”  ( Faculty  Psychology )

              แนวคิดกลุ่มโครงสร้างของจิต
               กลุ่มโครงสร้างของจิตเชื่อว่าโครงสร้างของจิตประกอบด้วย จิตธาตุ (Mental  Elements)  ซึ่งจิตธาตุประกอบด้วยธาตุ  3  ชนิด  คือ  1. การรับสัมผัส  (Sensation)  2. ความรู้สึก  (Feeling)  (ภายหลังนักจิตวิทยาชื่อ  Titchener  ได้เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือ จินตนาการ) 3. จินตนาการหรือมโนภาพ (Image)  เมื่อจิตธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้มาสัมพันธ์กันภายใต้สถานการณ์แวดล้อมที่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดรูปจิต ผสมขึ้นและจิตผสมนี้เองทำให้บุคคลเกิด ความคิด(Thinking) อารมณ์ (Emotion) ความจำ  (Memory)และการหาเหตุผลหรือสาเหตุ  (Reasoning)   และอื่นๆ เป็นต้น โดยเป็นแบบเดียวกันกับทางเคมีที่โฮโดรเจนเมื่อรวมตัวกับออกซิเจนภายใต้สัด ส่วนที่เหมาะสมและความกดดันที่พอดีก็จะได้เป็นน้ำนั่นเอง

   แนวคิดจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิต(Structuralism) มีอิทธิพลและบทบาทสำคัญคือ 

               1.  ความเชื่อในเรื่ององค์ประกอบของบุคคลซึ่งนักจิตวิทยายอมรับว่าบุคคลประกอบ ด้วยร่างกายและจิตใจ  โดยจิตใจยังแบ่งย่อยๆ ได้  เช่น  ส่วนที่เกี่ยวกับการคิด  ส่วนที่เกี่ยวกับความจำส่วนที่เกี่ยวกับความรักสวยรักงาม  เป็นต้น 
               2.  การยอมรับเอาระเบียบวิธีการที่ว่าด้วย การแยกจิตออกฝึกเป็นส่วน ๆ  (Method  of  Mental  of  Formal  Discipline)  สามารถนำมาใช้ในการจัดการศึกษา นักการศึกษาเชื่อว่าบุคคลมีลักษณะอย่างเดียวกับวัตถุ (Material)  หรือเครื่องจักรกลหากต้องการฝึกจิตธาตุส่วนใดให้มีความสามารถต้องฝึกฝน เรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะเช่น  การฝึกทักษะด้านความจำบุคคลก็ต้องฝึกให้ท่องจำ ด้านการคิดต้องให้เรียนวิชาที่ส่งเสริมการคิดต่างๆ ได้แก่  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะความเชื่อที่ว่าจิตของคนเราแยกออกเป็นส่วนๆ  ดังนั้นถ้าต้องการให้ส่วนไหนมีความสามารถ มีทักษะทางใดก็ต้องมุ่งฝึกส่วนนั้นมากเป็นพิเศษบุคคลก็จะมีความชำนาญด้าน นั้นๆ ตามที่ต้องการ อย่างในปัจจุบันมีการฝึกคณิตคิดเร็วใช้ชื่อเรียกต่างกันเช่น จินตคณิต เป็นต้น      


สืบค้นโดย นายอนุวงศ์ อารีศิริไพศาล
แต่งบล๊อกโดย นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย
 ความสำคัญของการศึกษาจิตวิทยาการ
ศึกษา

                ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาและบทเรียน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เน้นความสำคัญของความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ ของการศึกษา บทเรียน ตลอดจนถึงหน่วยการเรียน เพราะวัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีพัฒนาการ และทฤษฎีบุคลิกภาพ เป็นเรื่องที่นักการศึกษาและครูจะต้องมีความรู้      เพราะ จะช่วยให้เข้าใจเอกลักษณ์ของผู้เรียนในวัยต่างๆ โดยเฉพาะวัยอนุบาล วัยเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน  ความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่ม นอกจากมีความเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยต่างๆ แล้ว     นักการศึกษาและครูจะต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มทางด้าน ระดับเชาวน์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนักจิตวิทยาได้คิดวิธีการวิจัยที่จะช่วยชี้ให้เห็นว่าความแตกต่าง ระหว่างบุคคลเป็นตัวแปรที่สำคัญในการเลือกวิธีสอน และในการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม  ทฤษฎีการเรียนรู้  นักจิตวิทยาที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ นอกจากจะสนใจว่าทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยนักเรียนให้เรียนรู้และจดจำอย่างมี ประสิทธิภาพได้อย่างไรแล้ว ยังสนใจองค์ประกอบเกี่ยวกับตัวของ    ผู้เรียน  เช่น แรงจูงใจว่ามีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างไร ความรู้เหล่านี้ก็มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน  ทฤษฎีการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษาได้เป็นผู้นำในการบุกเบิกตั้งทฤษฎีการสอน ซึ่งมีความสำคัญและมีประโยชน์เท่าเทียมกับทฤษฎีการเรียนรู้และพัฒนาการในการ ช่วยนักการศึกษาและครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน สำหรับเทคโนโลยีในการสอนที่จะช่วยครูได้มากก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หลักการสอนและวิธีสอน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เสนอหลักการสอนและวิธีการสอนตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ แต่ละท่านยึดถือ เช่น หลักการสอนและวิธีสอนตามทัศนะนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมานุษยนิยม  หลักการวัดผลและประเมินผลการศึกษา ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้จะช่วยให้นักการศึกษา และครูทราบว่า การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือผู้เรียนได้สัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์เฉพาะของ      แต่ละวิชาหรือหน่วยเรียนหรือไม่   เพราะถ้าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลสูง ก็จะเป็นผลสะท้อนว่าโปรแกรมการศึกษามีประสิทธิภาพและ การสร้างบรรยากาศของ ห้องเรียน เพื่อเอื้อการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูมีความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้

               1. ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลักพัฒนาการ ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพเป็นส่วนรวม
               2. ช่วยให้ครูมีความเข่าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียนเช่นอัต มโนทัศน์ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่ช่วยนักเรียนให้มีอัตมโนทัศน์ที่ดีและถูก ต้องได้อย่างไร
               3. ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อจะได้ช่วยนักเรียนเป็นรายบุคคลให้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
               4. ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก้วัยและขั้นพัฒนาการของนักเรียน เพื่อจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจและมีความที่อยากจะเรียนรู้
               5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเช่นแรงจูงใจอัตมโนทัศ และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน
               6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียนเพื่อทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้นักเรียนทุกคนเรียนตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงหัวข้อต่อไปนี้
                              6.1 ช่วยครูเลือกวัตถุประสงค์ของบทเรียนโดยคำนึงถึงลักษณะนิสัยและความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของนักเรียนที่จะต้องสอน และสามารถที่จะเขียนวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเข้าใจว่าสิ่งคาดหวังให้นัก เรียนรู้มีอะไรบ้าง  โดยถือว่าวัตถุประสงค์ของบทเรียนคือสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนทราบ เมื่อจบบทเรียนแล้วนักเรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง
                              6.2 ช่วยครูในการเลือกหลักการสอนและวิธีสอนที่เหมาะสม โดยคำนึงลักษณะนิสัยของนักเรียนและวิชาที่สอน และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
                              6.3 ช่วยครูในการประเมินไม่เพียงแต่เฉพาะเวลาครูได้สอนจนจบบทเรียนเท่านั้นแต่ ใช้ประเมินความพร้อมของนักเรียนก่อนสอน ในระหว่างที่ทำการสอน เพื่อทราบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าหรือมีปัญหาในการเรียนรู้อะไรบ้าง
               7. ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้ที่นัก ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี เช่น การเรียนจากการสังเกตหรือการเลียนแบบ
               8. ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งพฤติกรรมของ ครูที่มีการสอนอย่างมีประสิทธิภาพว่ามีอะไรบ้าง เช่น การใช้คำถาม การให้แรงเสริม และการทำตนเป็นต้นแบบ
               9. ช่วยครูให้ทราบว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดีไม่ได้เป็นเพราะระดับเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติหรือ อัตมโนทัศน์ของนักเรียนและความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน
               10. ช่วยครูในการปกครองชั้นและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน รู้และเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ครูและนักเรียนมีความรักและไว้วางใจซึ่งกันและกันนักเรียน ต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีความสุขและนักเรียนรักโรงเรียน อยากมาโรงเรียน

              เนื่องจากการศึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เยาวชนพัฒนาการทั้งทางด้านเชาวน์ ปัญญา และทางบุคลิกภาพ เพื่อช่วยให้เยาวชนมีความสำเร็จในชีวิต ทุกประเทศจึงหาทางส่งเสริมการศึกษา  ให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานความเป็นเลศ  ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษาจึงสำคัญในการช่วยทั้งครูและนักศึกษาผู้มี ความรับผิดชอบในการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอน

 สืบค้นจาก

ค้นหาข้อมูลโดย นายอนุวงศ์ อารีศิริไพศาล
แต่งบล๊อกโดย นายศรุต วัฒนกุลศิลปชัย